อาหาร คือ สิ่งที่สิ่งมีชีวิตบริโภคเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อาหารมีทั้งที่มาจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เกลือ น้ำ และสิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ และ จุลินทรีย์
อาหาร 5 หมู่
อาหารของคนสามารถแบ่งตามคุณประโยชน์ได้ 5 หมู่ ได้แก่
- โปรตีน
- คาร์โบไฮเดรต
- วิตามิน
- เกลือแร่
- ไขมัน
อาหารเป็นพิษที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัยเรามักจะเรียกกันว่า "อาหารเป็นพิษ" ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มที่เรียกว่า วิบริโอ ทำให้อาหารเป็นพิษที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ อหิวาต์เทียม ซึ่งสามารถจำแนกการเจ็บป่วยจาก อาหารเป็นพิษได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดั้งนี้
- อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะลำใส้อักเสบ ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง คลื่นใส้ ท้องร่วง
- อาการติดเชื้อเข้ากระแสโลหิต ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ประเภทของอาหาร
อาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
- อาหารคาว คือ อาหารที่ทานกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เช่น ผัด แกง ต้ม
- อาหารหวาน คือ ของว่างที่รับประทานหลังจากรับประทานอาหารคาวเสร็จแล้ว เช่น ขนมต่างๆ
ข้อมูลวิชาการ
1.โปรตีน เป็นสารอินทรีย์ซึ่งพบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีโครงสร้างซับซ้อนและมีมวลโมเลกุลมาก โปรตีนมีหน่วยย่อยคือ กรดอะมิโน เรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ โปรตีนมีหน้าที่สำคัญต่อโครงสร้างและกิจกรรมภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมทั้งไวรัสด้วย
โปรตีนหลายชนิดทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หรือหน่วยย่อยของเอนไซม์ ส่วนโปรตีนอื่นทำหน้าที่ทางด้านโครงสร้าง เช่น โครงสร้างภายในเซลล์ (cytoskeleton) กลไกทางกายภาพ และบางชนิดยังมีหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันคอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เป็นขนส่งสารภายในระบบร่างกาย และเป็นแหล่งสำรองพลังงานยามขาดแคลนอีกด้วย โปรตีนในอาหารนั้นเป็นแหล่งของกรดอะมิโน ให้แก่สิ่งมีชีวิตแต่ไม่สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนเหล่านั้นได้เอง
โปรตีนเป็นหนึ่งในมหโมเลกุล (macromolecules) เช่นเดียวกันกับโพลีแซคาไรด์ (คาร์โบไฮเดรต) และกรดนิวคลีอิก (สารพันธุกรรม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โปรตีนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Jöns Jacob Berzelius ในปี พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838)
2.คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เป็นสารชีวโมเลกุลที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิค คำว่าคาร์โบไฮเดรตมีรากศัพท์มาจากคำว่า คาร์บอน (carbon) และคำว่าไฮเดรต (hydrate) อิ่มตัวไปด้วยน้ำ ซึ่งรวมกันก็หมายถึงคาร์บอนที่อิมตัวไปด้วยน้ำ เนื่องจากสูตรเคมีอย่างง่ายก็คือ (C•H2O)n ซึ่ง n≥3 หน่วยที่เล็กทีสุดของคาร์โบไฮเดรตก็คือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซคคาร์ไรด์
คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักซึ่งให้พลังงานเท่ากับ โปรตีน คือ 4 กิโลแคลลอรี่/1 กรัม ประกอบด้วย C คาร์บอน H ไฮโดรเจน และ O ออกซิเจน เป็นอัตรส่วน 1:2:1 คาร์โบไฮเดรต แบ่งออกเป็นน้ำตาล โมเลกุลเดี่ยวเเบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือกลูโคส ฟรัสโทส กาแลคโตส โมเลกุลคู่ โมเลกุลใหญ่ และไม่ใช่น้ำตาลคือ แป้ง
3.วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับในบริมาณเล็กน้อย สำหรับการเติบโต ขยายพันธุ์ และช่วยให้ให้มีสุขภาพดี ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งจะมีอาการป่วยซึ่งมีลักษณะเฉพาะขึ้นกับวิตามินที่ขาด
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
- วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
- วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
- วิตามินเอ : Retinol
- วิตามินบี1 : ThiaMine
- วิตามินบี2 : Ribloflavin
- วิตามินบี3 : Niacin
- วิตามินบี5 : Pantothenic Acid
- วิตามินบี6 : Pyridoxine
- วิตามินบี12 : Cyanocobalamin
- วิตามินซี : Ascorbic Acid
- วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol
- วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol
- วิตามินเอช : Biotin
- วิตามินเค : Naphthoquinone
- วิตามินเอ็ม : Folic Acid
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
- วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
- วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
- วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
- วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
4.เกลือแร่ มีบทบาทสำคัญในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ เส้นประสาท เอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ เกลือแร่จึงเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้รับอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง ตัวอย่าง เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการ ได้แก่ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และทองแดง เป็นต้น
5.ไขมัน สามารถหมายถึงไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยไขมันสามารถให้พลังงานได้มากถึง 9 แคลอรี่ต่อกรัมซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน (ซึ่งให้พลังงาน 4 แคลอรี่ต่อกรัม)
- ไขมัน (fat) ที่เป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่
- ไขมัน (Adipose tissue) ส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่ประกอบจากเนื้อเยื่อภายในของร่างกายที่ไม่กระชับ

หน้าแรก
ท่าน ผอ.
แผนที่โรงเรียน
สมุดเยี่ยม
ผู้จัดทำ
บทความ
รวมรูปภาพ
ข่าวสารทั้งหมด

อาหาร 5 หมู่
อาหารของคนสามารถแบ่งตามคุณประโยชน์ได้ 5 หมู่ ได้แก่
โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต
วิตามิน
เกลือแร่
ไขมัน
อาหารหลักทั้ง 5 หมู่ ได้แก่
1.คาร์โบไฮเดรต คือ พวกแป้งและน้ำตาล พวกแป้งมีมากในข้าว หัวเผือก หัวมัน ข้าวโพด ส่วนพวกน้ำตาลมีมากในพวกอาหารที่มีรสหวานตามธรรมชาติ เช่น อ้อย น้ำผึ้ง และผลไม้ที่มีรสหวานแทบทุกชนิด คาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่ให้กำลังและความอบอุ่นแก่ร่างกาย และควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก จึงมักไม่ขาดพวกคาร์โบไฮเดรต สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานไม่ควรบริโภค คาร์โบไฮเดรตมาก เพราะจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
2.โปรตีน มีมากในพวกเนื้อสัตว์ต่างๆพืชที่มีโปรตีนมากได้แก่ ถั่วเหลือง โปรตีน ทำหน้าที่เสริมสร้าง
ความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมาก เด็กที่ขาดโปรตีนจะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่และมีร่างกายแคระแกร็นเนื่องจากเนื้อสัตว์มีราคาแพง ผู้มีรายได้น้อยจึงอาจบริโภคถั่วเหลืองแทนได้ เพราะมีโปรตีนมากเช่นกัน แต่โปรตีนที่ได้จากถั่วเหลืองมีคุณภาพด้อยกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์
3.ไขมัน มีมากในไขมันสัตว์ และพวกน้ำมันพืช ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันให้พลังงานได้มากกว่าคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเมื่อเทียบส่วนในปริมาณที่เท่ากัน นอกจากนี้ยังละลายวิตามินบางชนิดเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ดังนั้นการขาดไขมันจะทำให้ขาดวิตามินบางชนิดไปด้วย
4.เกลือแร่ ไม่ให้พลังงานแต่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ถ้าขาดเกลือแร่จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต และเกิดโรคต่างๆเกลือแร่มีมากในน้ำนม ไข่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และผักใบเขียว
อาหารเป็นพิษที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัยเรามักจะเรียกกันว่า "อาหารเป็นพิษ" ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มที่เรียกว่า วิบริโอ ทำให้อาหารเป็นพิษที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ อหิวาต์เทียม ซึ่งสามารถจำแนกการเจ็บป่วยจาก อาหารเป็นพิษได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดั้งนี้
อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะลำใส้อักเสบ ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง คลื่นใส้ ท้องร่วง
อาการติดเชื้อเข้ากระแสโลหิต ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ประเภทของอาหาร
อาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
อาหารคาว คือ อาหารที่ทานกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เช่น ผัด แกง ต้ม
อาหารหวาน คือ ของว่างที่รับประทานหลังจากรับประทานอาหารคาวเสร็จแล้ว เช่น ขนมต่างๆ
ข้อมูลวิชาการ
1.โปรตีน เป็นสารอินทรีย์ซึ่งพบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีโครงสร้างซับซ้อนและมีมวลโมเลกุลมาก โปรตีนมีหน่วยย่อยคือ กรดอะมิโน เรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ โปรตีนมีหน้าที่สำคัญต่อโครงสร้างและกิจกรรมภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมทั้งไวรัสด้วย
โปรตีนหลายชนิดทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หรือหน่วยย่อยของเอนไซม์ ส่วนโปรตีนอื่นทำหน้าที่ทางด้านโครงสร้าง เช่น โครงสร้างภายในเซลล์ (cytoskeleton) กลไกทางกายภาพ และบางชนิดยังมีหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันคอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เป็นขนส่งสารภายในระบบร่างกาย และเป็นแหล่งสำรองพลังงานยามขาดแคลนอีกด้วย โปรตีนในอาหารนั้นเป็นแหล่งของกรดอะมิโน ให้แก่สิ่งมีชีวิตแต่ไม่สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนเหล่านั้นได้เอง
โปรตีนเป็นหนึ่งในมหโมเลกุล (macromolecules) เช่นเดียวกันกับโพลีแซคาไรด์ (คาร์โบไฮเดรต) และกรดนิวคลีอิก (สารพันธุกรรม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โปรตีนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Jöns Jacob Berzelius ในปี พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838)
2.คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เป็นสารชีวโมเลกุลที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิค คำว่าคาร์โบไฮเดรตมีรากศัพท์มาจากคำว่า คาร์บอน (carbon) และคำว่าไฮเดรต (hydrate) อิ่มตัวไปด้วยน้ำ ซึ่งรวมกันก็หมายถึงคาร์บอนที่อิมตัวไปด้วยน้ำ เนื่องจากสูตรเคมีอย่างง่ายก็คือ (CH2O)n ซึ่ง n≥3 หน่วยที่เล็กทีสุดของคาร์โบไฮเดรตก็คือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซคคาร์ไรด์
คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักซึ่งให้พลังงานเท่ากับ โปรตีน คือ 4 กิโลแคลลอรี่/1 กรัม ประกอบด้วย C คาร์บอน H ไฮโดรเจน และ O ออกซิเจน เป็นอัตรส่วน 1:2:1 คาร์โบไฮเดรต แบ่งออกเป็นน้ำตาล โมเลกุลเดี่ยวเเบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือกลูโคส ฟรัสโทส กาแลคโตส โมเลกุลคู่ โมเลกุลใหญ่ และไม่ใช่น้ำตาลคือ แป้ง
3.วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับในบริมาณเล็กน้อย สำหรับการเติบโต ขยายพันธุ์ และช่วยให้ให้มีสุขภาพดี ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งจะมีอาการป่วยซึ่งมีลักษณะเฉพาะขึ้นกับวิตามินที่ขาด
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
วิตามินเอ : Retinol
วิตามินบี1 : ThiaMine
วิตามินบี2 : Ribloflavin
วิตามินบี3 : Niacin
วิตามินบี5 : Pantothenic Acid
วิตามินบี6 : Pyridoxine
วิตามินบี12 : Cyanocobalamin
วิตามินซี : Ascorbic Acid
วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol
วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol
วิตามินเอช : Biotin
วิตามินเค : Naphthoquinone
วิตามินเอ็ม : Folic Acid
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
3.เกลือแร่ มีบทบาทสำคัญในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ เส้นประสาท เอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ เกลือแร่จึงเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้รับอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง ตัวอย่าง เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการ ได้แก่ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และทองแดง เป็นต้น
4.ไขมัน สามารถหมายถึงไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยไขมันสามารถให้พลังงานได้มากถึง 9 แคลอรี่ต่อกรัมซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน (ซึ่งให้พลังงาน 4 แคลอรี่ต่อกรัม)
ไขมัน (fat) ที่เป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่
ไขมัน (Adipose tissue) ส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่ประกอบจากเนื้อเยื่อภายในของร่างกายที่ไม่กระชับ
{icon8} {icon8} {icon8} {icon8} {icon8} {icon10} {icon10} {icon10} {icon10} {icon10} {icon11} {icon11} {icon11} {icon11} {icon11}
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
วิตามินเอ : Retinol
วิตามินบี1 : ThiaMine
วิตามินบี2 : Ribloflavin
วิตามินบี3 : Niacin
วิตามินบี5 : Pantothenic Acid
วิตามินบี6 : Pyridoxine
วิตามินบี12 : Cyanocobalamin
วิตามินซี : Ascorbic Acid
วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol
วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol
วิตามินเอช : Biotin
วิตามินเค : Naphthoquinone
วิตามินเอ็ม : Folic Acid
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
3.เกลือแร่ มีบทบาทสำคัญในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ เส้นประสาท เอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ เกลือแร่จึงเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้รับอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง ตัวอย่าง เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการ ได้แก่ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และทองแดง เป็นต้น
อาหาร 5 หมู่
อาหารของคนสามารถแบ่งตามคุณประโยชน์ได้ 5 หมู่ ได้แก่
โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต
วิตามิน
เกลือแร่
ไขมัน
อาหารหลักทั้ง 5 หมู่ ได้แก่
1.คาร์โบไฮเดรต คือ พวกแป้งและน้ำตาล พวกแป้งมีมากในข้าว หัวเผือก หัวมัน ข้าวโพด ส่วนพวกน้ำตาลมีมากในพวกอาหารที่มีรสหวานตามธรรมชาติ เช่น อ้อย น้ำผึ้ง และผลไม้ที่มีรสหวานแทบทุกชนิด คาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่ให้กำลังและความอบอุ่นแก่ร่างกาย และควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก จึงมักไม่ขาดพวกคาร์โบไฮเดรต สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานไม่ควรบริโภค คาร์โบไฮเดรตมาก เพราะจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
2.โปรตีน มีมากในพวกเนื้อสัตว์ต่างๆพืชที่มีโปรตีนมากได้แก่ ถั่วเหลือง โปรตีน ทำหน้าที่เสริมสร้าง
ความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมาก เด็กที่ขาดโปรตีนจะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่และมีร่างกายแคระแกร็นเนื่องจากเนื้อสัตว์มีราคาแพง ผู้มีรายได้น้อยจึงอาจบริโภคถั่วเหลืองแทนได้ เพราะมีโปรตีนมากเช่นกัน แต่โปรตีนที่ได้จากถั่วเหลืองมีคุณภาพด้อยกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์
3.ไขมัน มีมากในไขมันสัตว์ และพวกน้ำมันพืช ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันให้พลังงานได้มากกว่าคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเมื่อเทียบส่วนในปริมาณที่เท่ากัน นอกจากนี้ยังละลายวิตามินบางชนิดเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ดังนั้นการขาดไขมันจะทำให้ขาดวิตามินบางชนิดไปด้วย
4.เกลือแร่ ไม่ให้พลังงานแต่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ถ้าขาดเกลือแร่จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต และเกิดโรคต่างๆเกลือแร่มีมากในน้ำนม ไข่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และผักใบเขียว
อาหารเป็นพิษที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัยเรามักจะเรียกกันว่า "อาหารเป็นพิษ" ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มที่เรียกว่า วิบริโอ ทำให้อาหารเป็นพิษที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ อหิวาต์เทียม ซึ่งสามารถจำแนกการเจ็บป่วยจาก อาหารเป็นพิษได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดั้งนี้
อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะลำใส้อักเสบ ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง คลื่นใส้ ท้องร่วง
อาการติดเชื้อเข้ากระแสโลหิต ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ประเภทของอาหาร
อาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
อาหารคาว คือ อาหารที่ทานกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เช่น ผัด แกง ต้ม
อาหารหวาน คือ ของว่างที่รับประทานหลังจากรับประทานอาหารคาวเสร็จแล้ว เช่น ขนมต่างๆ
ข้อมูลวิชาการ
1.โปรตีน เป็นสารอินทรีย์ซึ่งพบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีโครงสร้างซับซ้อนและมีมวลโมเลกุลมาก โปรตีนมีหน่วยย่อยคือ กรดอะมิโน เรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ โปรตีนมีหน้าที่สำคัญต่อโครงสร้างและกิจกรรมภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมทั้งไวรัสด้วย
โปรตีนหลายชนิดทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หรือหน่วยย่อยของเอนไซม์ ส่วนโปรตีนอื่นทำหน้าที่ทางด้านโครงสร้าง เช่น โครงสร้างภายในเซลล์ (cytoskeleton) กลไกทางกายภาพ และบางชนิดยังมีหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันคอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เป็นขนส่งสารภายในระบบร่างกาย และเป็นแหล่งสำรองพลังงานยามขาดแคลนอีกด้วย โปรตีนในอาหารนั้นเป็นแหล่งของกรดอะมิโน ให้แก่สิ่งมีชีวิตแต่ไม่สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนเหล่านั้นได้เอง
โปรตีนเป็นหนึ่งในมหโมเลกุล (macromolecules) เช่นเดียวกันกับโพลีแซคาไรด์ (คาร์โบไฮเดรต) และกรดนิวคลีอิก (สารพันธุกรรม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โปรตีนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Jöns Jacob Berzelius ในปี พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838)
2.คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เป็นสารชีวโมเลกุลที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิค คำว่าคาร์โบไฮเดรตมีรากศัพท์มาจากคำว่า คาร์บอน (carbon) และคำว่าไฮเดรต (hydrate) อิ่มตัวไปด้วยน้ำ ซึ่งรวมกันก็หมายถึงคาร์บอนที่อิมตัวไปด้วยน้ำ เนื่องจากสูตรเคมีอย่างง่ายก็คือ (CH2O)n ซึ่ง n≥3 หน่วยที่เล็กทีสุดของคาร์โบไฮเดรตก็คือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซคคาร์ไรด์
คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักซึ่งให้พลังงานเท่ากับ โปรตีน คือ 4 กิโลแคลลอรี่/1 กรัม ประกอบด้วย C คาร์บอน H ไฮโดรเจน และ O ออกซิเจน เป็นอัตรส่วน 1:2:1 คาร์โบไฮเดรต แบ่งออกเป็นน้ำตาล โมเลกุลเดี่ยวเเบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือกลูโคส ฟรัสโทส กาแลคโตส โมเลกุลคู่ โมเลกุลใหญ่ และไม่ใช่น้ำตาลคือ แป้ง
3.วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับในบริมาณเล็กน้อย สำหรับการเติบโต ขยายพันธุ์ และช่วยให้ให้มีสุขภาพดี ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งจะมีอาการป่วยซึ่งมีลักษณะเฉพาะขึ้นกับวิตามินที่ขาด
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
วิตามินเอ : Retinol
วิตามินบี1 : ThiaMine
วิตามินบี2 : Ribloflavin
วิตามินบี3 : Niacin
วิตามินบี5 : Pantothenic Acid
วิตามินบี6 : Pyridoxine
วิตามินบี12 : Cyanocobalamin
วิตามินซี : Ascorbic Acid
วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol
วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol
วิตามินเอช : Biotin
วิตามินเค : Naphthoquinone
วิตามินเอ็ม : Folic Acid
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
3.เกลือแร่ มีบทบาทสำคัญในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ เส้นประสาท เอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ เกลือแร่จึงเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้รับอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง ตัวอย่าง เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการ ได้แก่ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และทองแดง เป็นต้น
4.ไขมัน สามารถหมายถึงไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยไขมันสามารถให้พลังงานได้มากถึง 9 แคลอรี่ต่อกรัมซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน (ซึ่งให้พลังงาน 4 แคลอรี่ต่อกรัม)
ไขมัน (fat) ที่เป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่
ไขมัน (Adipose tissue) ส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่ประกอบจากเนื้อเยื่อภายในของร่างกายที่ไม่กระชับ
{icon4} {icon6} {icon1} {color=red}ดี{/color}